ขนมโตเกียว อีกหนึ่งขนมคู่ใจจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

หนึ่งในขนมยอดฮิตของเด็กวัยเรียนที่กลายมาเป็นขนมสุดโปรดของผู้ใหญ่อีกหลายๆ มีทั้งไส้คาว ไส้หวาน กินร้อนๆสุดยอดอร่อย “โตเกียว” เป็นขนมยอดฮิตหน้าโรงเรียน มีให้เลือกทั้งไส้คาว ใส่ไข่นกกระทา , หมูสับ , ไส้กรอก หรือไส้หวาน ที่มีทั้งไส้ครีม , สังขยา และใบเตย ชิ้นพอดีคำ

ขนมโตเกียว

ในอดีตมีความเชื่อว่า ขนมโตเกียวได้รับการดัดแปลงมาจากขนมโดรายากิของญี่ปุ่น ที่เป็นแป้งแพนเค้กแผ่นบางๆ ทำให้แป้งสุกบนเตาสี่เหลี่ยมขนาดเล็กลักษณะแบน วางขายเป็นครั้งแรก ณ ห้างไทยไดมารู ปี พ.ศ. 2510

แต่อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกกอย่างชัดเจนว่า ขนมโตเกียวมีขึ้นในเมืองไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ บางคนเกิดมาก็มีเจ้าขนมชนิดนี้วางขายอยู่แล้ว  ถึงหลายๆคนจะบอกว่าขนมโตเกียวมาจากขนมโดรายากิ ซึ่งมีวางขายที่ห้างไทยไดมารูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 แต่ดูๆไปแล้วหน้าตาภายนอกก็ไม่ค่อยเหมือนกันสักเท่าไร แถมรสชาติและไส้ก็ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย มีอย่างเดียวที่เหมือนกันคือมีแป้งห่อหุ้มไส้ไว้อีกที แต่ขนมที่มีแป้งส่วนใหญ่ก็มักจะห่อหุ้มไส้ไว้ข้างในอยู่แล้ว

ปัจจุบันขนมโตเกียว จัดเป็นขนมที่หากินได้ยาก หาได้ตามสถานที่ที่ผู้คนพลุกผ่าน เพราะขนมชนิดนี้มีราคาถูกจึงต้องขายแบบเน้นจำนวน เช่น ตามโรงเรียน , ชุมชน – หมู่บ้าน ที่มีผู้คนอาศัยอยู่เยอะ , ตลาดนัด หรือบางหมู่บ้านมีรถมาขายถึงหน้าบ้าน เป็นต้น

ขนมโตเกียว ตอบโจทย์ความอยากกินของผู้คนได้เป็นอย่าดี เพราะไม่ได้มีแต่ไส้หวานเท่านั้น แต่มีไส้เค็มหรือของคาวอยู่ด้วย เช่น ไส้ไข่นกกระทาใส่หมูสับ หรือไส้กรอก เป็นต้น หากเป็นอย่างแรก มีการปรุงรสแบบง่ายๆด้วยซอสถั่วเหลืองและพริกไทย เพิ่มความหอมน่ารับประทาน ส่วนไส้หวานก็จะมีไส้พื้นฐาน คือ ครีม , สังขยา , ใบเตย ส่วนขนาดแบบโบราณจะต้องไม่ใหญ่จนเกินไป เมื่อม้วนแล้วความยาวไม่ควรเกินนิ้วชี้ เนื่องจากกำลังพอดีสำหรับหนึ่งคำ สมัยก่อนมีราคาชิ้นละ 2 บาท และ 5 บาท

แต่ปัจจุบันนี้ขนมโตเกียวได้รับการดัดแปลงไปมาก เช่น ไส้ฝอยทอง , ช็อกโกเลต , แฮม , กระเพรา , เนยถั่ว เป็นต้น ราคาก็แตกต่างกันตามไส้ และขนาดก็เริ่มใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนต้องกัดกินเหมือนเครป ราคาก็เพิ่มขึ้นด้วยแต่อย่างไรก็ตามราคาก็จะไม่สูงมากเพียงชิ้นล่ะ 30 บาทเท่านั้น เคล็ดลับของการกินขนมโตเกียวให้อร่อยก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่กินตอนกำลังร้อนๆ แป้งกรอบๆเท่านั้นเอง